JuthaS's profileJutha'sPhotosBlogLists Tools Help

Blog


    April 27

    Solitude de Paris

    Part I : La Seine
    Genre : Non-Fiction Surrealism

      16.04.07 : 20.30

            ตีตั๋วนั่ง Bateau Mouche ชมเมืองปารีส ยามค่ำคืน 2 ฝั่งแม่ีน้ำ Seine

    ลมพัดผ่านประกอบเสียงคลื่นกระทบกับเรือ ช่วยทำให้รู้สึกผ่อนคลายได้เป็นอย่างดี

    ผ่อนคลายจากความเหนื่อยล้าในการเดินชมพิพิธภัณฑ์ Louvre

    ความเหงาในใจก็ถูกกลบโดยเพื่อนๆที่อยู่รอบข้าง

    ท้องฟ้าค่อยๆเปลี่ยนสีจากเหลือง เป็นส้ม และน้ำเงินตามลำดับ

    แสงไฟจากหอไอเฟล ตัดกันได้ดีกับสีน้ำเงินเข้มของท้องฟ้า

    นิ้วกดชัตเตอร์เป็นระวิงในช่วงเวลาที่เรือล่องผ่านหอไอเฟลไป

    มันช่างงดงามและยิ่งใหญ่เหลือเกิน  ไม่นึกเลยว่าจะได้มาเห็นเธอในช่วงเวลานี้

    เธอไม่เคยหลับไหลแม้่ในเวลากลางคืน    เธอสร้างสีสันให้กับปารีส

    เธอไม่เคยเหงา  ทุกช่วงเวลามีคนคิดถึงอยู่เสมอแน่นอน

    มันช่างตรงกันข้ามกับชีวิตของเราจริงๆ

    ความเหงาเข้ามาในจิตใจอีกครั้ง ในยามที่ฟ้ามืดแล้ว  ทำไมเราไม่มีเขาในตอนนี้..

    เรือได้ย้อนกลับมาที่ท่า ในจุดเริ่มต้น

    และทุกคนได้ก้าวลงจากเรือไปนั่งรถไปชมหอไอเฟลอีกครั้ง   ลงไปถ่ายรูป….

    นั่งรถผ่าน  จะได้เห็นหอไอเฟลในตอนกลางคืนอีกครั้ง   เธอส่องแสงระยิบระยับ

    ในช่วงเวลาสั้นๆ  ก่อนที่ต้นไม้และตึกจะบังเธอลับสายตาเราไป

     

      Part II : Sacre Coeur
    Genre  :  Fiction Realistic by 3rd Person

    19.04.07 : 9.30 am

              เขา่นั่งอยู่รถไฟใต้ดิน หรือ Metropolitain ของกรุงปารีสซึ่งเปิดใช้มาตั้งแต่

    ปี 1900  สภาพของมันดูโทรมไม่น้อย   ทั้งระบบและความสะอาด

    เขามองดูเส้นทาง   อีก 1 ป้ายก็จะถึงแล้วซินะ’

    รถไฟค่อยๆชะลอความเร็วจอดเลียบชานชลา    เขาสงสัยว่าทำไมประตูจึงไม่เปิดซักที

    ชายคนที่นั่งข้างประตูจึงยื่นมือ งัดประตูเปิดให้   “Merci” เขาหันไปยิ้มและตอบ

    ก่อนที่จะเดินออกไปยังสถานี  และเดินขึ้นบันไดสู่โลกภายนอก

             เขาได้ตะลึงกับความงามของสิ่งที่อยู่ข้างหน้า

    นั่นก็ึคือ วิหาร Sacre Coeur ที่ตั้งอยู่บนเนินเขา   

    ยิ่งเข้าใกล้ ก็ยิ่งสวยงามยิ่งนัก   สถาปัตยกรรมคล้ายทัชมาฮาลของอินเดียเลยทีเดียว

    เขาเดินขึ้นบันไดไป  จนถึงวิหาร   มองลงมาเห็นวิวเบื้องล่างของปารีส

    ช่างงดงามอะไรอย่างนี้   เสียงเพลงของนักสีไวโอลินข้างๆโบสถ์ฺ ขับกล่อม

    ซ้ำชวนให้เขาหันไปมองคู่หนุ่มสาว ที่กำลังยืนฟังอยู่   ช่าง sweet กันจริงๆ

    ย้อนกลับมามองดูตัวเอง   เราจะมาไหว้พระที่โบสถ์ยังคิดถึงเรื่องพวกนี้อีกเหรอ

    เขายืนทำใจอยู่ซักพักก่อนจะเข้าไปในวิหารและเดินออกมาด้วยความสดชื่น

    เขามองขึ้นไปบนท้องฟ้า  วันนี้ท้องฟ้าช่างสดใสดีจริงๆ    เสียง Harp พริ้วไหว

    บรรเลงเป็นเพลง Tears in Heaven  เขาหย่อนเงินบริจาคลงไป

    และยืนฟังอยู่่ซักพัก   ทำไมบรรยากาศช่างโรแมนติกอย่างนี้ 

    เรามีใครอยู่เึคียงข้างบ้างเนี่ย   ทุกคนรอบข้างจากเราไปหมดแล้ว

    อยากมีใครมาเดินด้วยกัน  นั่งสงบๆด้วยกัน คงดีไม่น้อย  เขาคิด

    เขามองไปยังเบื้องล่างและเดินลงไป….

     

             

    Part III : Notre Dame de Paris
    *Continue from PartII

     

    19.04.07 : 13.00

              ยืนอยู่เบื้องหน้ามหาวิหารที่ยิ่งใหญ่แห่งหนึ่งของโลก   Notre Dame

    de Paris   มันช่างใหญ่กว่า Sacre Coeur นัก  

              ภายในโบสถ์ ตกแต่ง stlye Gothic เช่นเดียวกับโบสถ์ทั่วไป

    เขาเดินไปอธิษฐานเหมือนเช่นเคย …   เขาเห็นคนที่ยืนอยู่ข้างๆเขา

    เขียนข้อความลงสมุด   หญิงคนนั้นเขียนยาวมากกว่าครึ่งหน้ากระดาษ

    มันเป็นข้อความที่เขียนส่งถึงพระเจ้า    เขาสงสัยว่าเธอ อธิษฐานขอมากขนาดนั้น

    เชียวเหรอ   เขาจึงแอบไปเปิดดู   สิ่งที่เขาเห็นนั้น ตรงข้ามกับที่เขาคิดโดยสิ้นเชิง

    สิ่งที่ผู้หญิงคนนั้นเขียน  ไม่ได้ขอเพื่อตัวเองเพียงอย่างเดียว

    กลับกัน  เธอขอเพื่อคนอื่นทั้งสิ้น คนรอบข้างของเธอ  พ่อแม่  ญาติพี่น้อง  เพื่อน

              แล้วเราหละ…. เคยคิดถึงคนอื่นบ้างไหม  อยากให้คนอื่นสนใจ

    แต่ตัวเองกลับไม่สนใจคนอื่น   …….   รักตัวเองให้มากๆ  และรักคนอื่นซะ

    ตลอดมา เขาอธิษฐานให้กับตัวเองเพียงอย่างเดียว ไม่เคยทำเพื่อคนอื่นเลย

    เขาปิดหนังสือและมองขึ้นมาหาผู้หญิงคนนั้น 

    เธอได้เดินหายไปแล้ว      บางทีเธอแค่มาเพียงเพื่อบอกสิ่งนี้ให้รับรู้ก็เป็นได้

                 

    Part IV : Au Restaurant

    Genre :  Fiction

                   Bonsoir Monsieur” พนักงานกล่าวต้อนรับ ขณะที่เขาก้าวเข้ามาในภัตรคาร ที่ได้ขึ้นชื่อว่าแพงที่สุดในปารีส

              เขา่นั่งลงบนโต๊ะที่จองไว้  ทุกที่ที่นี่ได้ถูกจองไว้หมดแล้ว

    ในอีกไม่ช้าภัตรคารก็คงแน่นขนัด  

              พนักงานเอ่ยถาม Qu’est que vous avez, monsieur?

    Non, Merci, J ’attend quelqu’un. เขาตอบพร้่อมกับดูนาฬิกาบนข้อมือของเขาอีกครั้ง

    ‘ นี่เกือบจะ 2 ทุ่มแล้ว    เธอยังไม่มาอีกเหรอ.....’

              ไม่กล้าโทรไปหา กลัวเธอจะรำคาญ

    เขายังคงนั่งรอต่อไปในมุมมุมหนึ่งของภัตรคาร  กวาดสายตา มองแล้วมองอีกก็ไม่เจอ

              วงดนตรีบรรเลงเพลง Les Parapluies du Cherbourg    บทเพลงแทรกซึมเข้าสู่หัวใจทำให้รู้สึกเจ็บอย่างบอกไม่ถูก    มันเว้งว้างโดดเดี่ยว

              2 ทุ่มครึ่งแล้่ว   ..  ขอซี่โครงแกะย่างกับผักรวมจานนึง”

    “รอนานหน่อยนะครับ

    ไม่เป็นไร  รอได้   

              เขานั่งกินไปจนกระทั่งร้านปิด เวลา 5 ทุ่ม

    เธอไม่มาตามที่เขาคาดการณ์เอาไว้    แท้ที่จริงแล้วเขาไม่ได้นัดเธอไว้ แต่แค่คิดว่าเธอจะมากินร้านนี้เท่านั้น

    เพราะนี่เป็นร้านโปรดของเธอ   ….

    ความบังเิอิญไม่ได้เกิดง่ายขนาดนั้น